วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าแล้ว

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้าแล้วโดย : เมธา มาสขาว เมื่อ : 7/03/2007 11:32 AM
ได้ยินว่าอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้เก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า... เห็นด้วย 100% ครับ เพราะอะไร?ประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีรถเบ๊นท์มากที่สุดในโลกนะครับ ขณะเดียวกัน เป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีการกระจายรายได้แย่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ใน 5 ของโลกเช่นกัน ท่านเชื่อหรือไม่? รองๆ จากเม็กซิโก อาเจนติน่า และโคลัมเบีย เท่านั้นเอง..
TDRI ทำวิจัยเมื่อปี 2543-2544 บอกว่ามีคนจน (จนถาวร) รายได้ต่ำกว่า 1,000 บาท ต่อเดือน ราว 10 ล้านคน (1 ใน 6) อันนี้ก็รันทดแล้ว
แต่เขาบอกว่าคนไทยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 3,407 บาทต่อเดือน และคนประมาณ 70 % มีรายได้อยู่ใต้เส้นเฉลี่ย (ก็ประมาณอย่างน้อย 42 ล้านคน) ขณะที่คน 20% ข้างบนมีรายได้ทรัพย์สินเกินครึ่งนึงของ ทรัพย์สินรวมของประเทศ..
เกิดอะไรขึ้น จนเกิดความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำทางสังคมถึงเพียงนี้...
ก็นับแต่ประเทศไทยเดินตามนโยบายอเมริกาและธนาคารโลก เมื่อปี 2504 เป็นต้นมานั่นแหละครับ
เดินตามนโยบายทุนนิยมเสรี ระบบทุนนิยมคืออะไร.. มันก็คือการหาคำตอบ ทางรอดและกำไรของคนบนเรือ เรื่องนี้พูดกันมานานแล้ว เรือทุนนิยมมันพูดถึงการดำรงอยู่และการอยู่รอดของคนบนเรือเท่านั้น ซึ่งเป็นชนชั้นกลางและชนชั้นนำทางสังคม แต่มันไม่ได้พูดถึงคนในใต้ท้องเรือ ซึ่งเป็นกรรมกร ผู้ใช้แรงงานผู้ซึ่งคอยเติมเชื้อฟืนให้เรือทุนนิยมลอยล่องท่องต่อไปได้..
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมรัฐไม่เคยยอมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ.. ตามข้อเสนอของเครือข่ายแรงงาน.. เพราะเดี๋ยวนายทุนมันจะอยู่ไม่ได้... กำไรของระบบมันจะน้อยลง
หลัง 14 ตุลาคม 2516 มีการเรียกร้องประชาธิปไตยทางการเมืองมากขึ้น สิทธิเสรีภาพของประชาชนงอกงามขึ้น แต่จนวันนี้ 30 กว่าปี สิ่งที่เหลื่อมล้ำต่ำสูง และยังไม่ได้รับความเป็นธรรม คือการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
คำตอบหนึ่งของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้คือ การเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า !!
ประเทศไทยเคยเก็บภาษีนี้เมื่อสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม.. แต่ยกเลิกไปเมื่อใช้ไม่ถึง 10 ปี.. เพราะแรงต้านทานจากเจ้าที่ดินต่างๆ
ภาษีมรดกแม้จะเก็บได้น้อยแต่มันไม่ได้เน้นรายได้ แต่มันเน้นความเป็นธรรมในสังคม.. เพราะอะไรครับ..
ทุกวันนี้ประเทศไทยเก็บภาษีทางตรงแค่ 30% แต่ภาษีทางอ้อมถึง 70% ซึ่งกระจายในสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ คนรวยจ่ายค่าเล่าเรียนมากกว่าคนจนเพื่อส่งลูกเรียนในโรงเรียนเดียวกัน เพียงเพื่อต้องการให้ลูก มีสังคม !! เพื่อนำรายได้ที่โรงเรียนได้ไปพัฒนาโรงเรียน เพื่อนำภาษีที่คนรวยจ่ายมากกว่าไปพัฒนาสังคม เพราะความร่ำรวยไม่ได้รวยมาจากสูญญากาศนี่ครับ การลงทุนเป็นนิติบุคคลกระทั่งการรับสัมปทานก็ล้วนมาจากการเป็นหุ้นส่วนและการรับรองฐานะจากรัฐ ให้ธุรกิจนั้นสามารถสร้างกำไร ดำรงอยู่และปลอดภัย...
แต่ทุกวันนี้ ธุรกิจเหล่านั้นจ่ายคืนกำไรสู่สังคมน้อยเต็มที ถ้ายังไม่ได้พูดถึงค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เขายังไม่เคยตีราคาค่าที่ต้องจ่ายแล้ว อย่าพูดถึงค่าเสียหายทางสังคมที่กลุ่มทุน ธุรกิจไม่เคยคิดที่จะต้องจ่ายเลยครับ และการเก็บภาษีมรดกก็คือการเก็บค่าส่วนเกินที่ปลายทางนั่นเอง..
เมื่อคนที่สร้างมูลค่าต้องล้มตายหายหน้าไป การที่ลูกหลานได้รับมรดกจากธุรกิจแล้วไม่ได้จ่ายภาษีคืนให้รัฐนั้นดูไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย และในแง่ทุนนิยมเองมันทำให้ลูกหลานไม่ยอมขวนขวายสร้างการผลิต สร้างมูลค่าจากการทำงานเท่าใดนัก เพราะรอคอยแต่มรดกแต่เพียงอย่างเดียว..
ท่านรู้หรือไม่ ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ จัดเก็บภาษีมรดกในรูปแบบต่างๆ กันจำนวนมากกว่า 53 ประเทศ ทั่วโลก จำแนกเป็น- ทวีปเอเชีย 7 ประเทศ ประกอบด้วย อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และ นิวซีแลนด์- ทวีปแอฟริกา 7 ประเทศ ประกอบด้วย แคเมอรูน คองโก โมร็อกโก โมซัมบิก เซเนกัล แอฟระกาใต้ และ แทนซาเนีย- ทวีปยุโรป 28 ประเทศ ประกอบด้วยกลุ่ม EU ทั้งหมด ยุโรปตะวันออกซี่งอยู่ในสนธิสัญญาวอร์ซอเดิม โดยสรุปแล้วเกือบทุกประเทศในทวีปยุโรปมีการจักเก็บภาษีมรดก- ทวีปอเมริกา 11 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา บราซิล ชิลี โคลัมเบีย โดมินิกัน เอกวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโก โปโตริโก และ เวเนซุเอลา
สำหรับรูปแบบการจัดเก็บภาษีมรดกของประเทศข้างต้น จำแนกเป็น(1) การจัดเก็บในรูปภาษีกองมรดก (Estate Tax) และภาษีการให้ที่เก็บจากผู้ให้ (Donor's Tax) จำนวน 13 ประเทศ(2) การจัดเก็บในรูปภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) และภาษีการให้ที่เก็บจากผู้รับ (Doneer's Tax) จำนวน 36 ประเทศ(3) การจัดเก็บภาษีมรดกในรูปแบบเดียว เช่น- ภาษีการให้ (Gift Tax) 2 ประเทศ- ภาษีกองมรดก (Estate Tax) 2 ประเทศ
ท่านรู้หรือไม่ว่าประเทศทุนนิยมใหญ่ๆ ทั่วโลกมีการเก็บภาษีมรดกกันเกือบหมด นั่นรวมถึงอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป( EU.) เกือบทั้งหมด
ตัวอย่างการจัดเก็บภาษีมรดกในต่างประเทศ มีดังนี้
1. สหรัฐอเมริกา ระบบการเก็บภาษีมรดกในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจจำแนกออกเป็น 3 ระดับ คือ(1) ระดับรัฐบาลกลาง จัดเก็บภาษีกองมรดก โดยเก็บจากทรัพย์สินและผลประโยชน์ที่เป็นของกองมรดก(2) ระดับรัฐบาลมลรัฐ จัดเก็บภาษีกองมรดก เก็บคล้ายคลึงกันทุกรัฐ ส่วนมากเก็บจากทรัพย์สินของผู้ตาย(3) ระดับท้องถิ่น จัดเก็บภาษีการรับมรดก เก็บแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละรัฐ
ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบฯ และชำระภาษี คือ ผู้รับมรดกหรือผู้ได้รับทรัพย์จากพินัยกรรม โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการยื่นแบบฯเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้มีการหักค่าลดหย่อนได้ เช่น คนโสด ส่วนอัตราภาษีคิดตามราคาทรัพย์สินอย่างต่ำร้อยละ 3 ถึงสูงสุดร้อยละ 77
2. อังกฤษ จัดเก็บภาษีกองมรดก จากทรัพย์ที่ตกทอดมาเนื่องจากเจ้าของทรัพย์ถึงแก่ความตาย วิธีการเก็บเรียกเก็บแบบอัตราภาษีก้าวหน้าตามมูลค่าของทรัพย์สินนั้น มีตั้งแต่ร้อยละ 1 - 80 มรดกที่ต้องเสียภาษี คือ
(1) ทรัพย์สินทั้งหมดภายในประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ และไม่คำนึงว่าผู้ใดจะเป็นผู้รับ(2) ทรัพย์สินที่อยู่นอกประเทศอังกฤษ และทรัพย์สินนั้นตกทอดมายังผู้รังซึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษ
การตีราคามูลค่าของทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีให้ถือเอาวันขายในวันที่เจ้าของเดิมถึงแก่ความตายเป็นเกณฑ์ ในทางปฏิบัติ ให้ถือราคาของทรัพย์สินที่ขายในครั้งหลังสุด เป็นราคาที่ถูกต้องการหักค่าใช้จ่าย(1) ค่าใช้จ่ายในการฌาปนกิจศพ(2) หนี้สิน(3) ถ้าทรัพย์สินอยู่ในต่างประเทศก็ให้หักค่าจัดการร้อยละ 5(4) เครดิตภาษีต่างประเทศ
การยกเว้นและการลดหย่อน(1) ทรัพย์สินที่เป็นมรดกมีมูลค่าไม่ถึงตามจำนวนที่กำหนดไว้(2) ที่ดินและโรงเรือนซึ่งใช้ในทางอุตสาหกรรม พืช เครื่องจักร เครื่องมือ และทรัพย์สินในทางเกษตรกรรม ให้หักลดหย่อนได้ร้อยละ 45(3) ทรัพย์สินเพื่อประกอบธุรกิจการค้าและที่ดินซึ่งเสียภาษีมรดกติดๆ กัน 2 ครั้งเพราะเจ้าของมรดกถึงแก่กรรมถึง 2 ราย ติดๆกันในระยะเวลา 5 ปี ได้รับการลดหย่อนพิเศษ(4) มรดกที่มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และทางศิลปะของชาติได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ถ้าเก็บไว้ในประเทศอังกฤษและอยู่ในการควบคุมดูแลของกระทรวงการคลัง(5) หลักทรัพย์ของประเทศอังกฤษบางประเภท ซึ่งผู้ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในอังกฤษเป็นเจ้าของ ก็ได้รับการยกเว้น
3. ญี่ปุ่น เริ่มจัดเก็บภาษีมรดกปี 2485 โดยเป็นการจัดเก็บภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) โดยมีโครงสร้างการจัดเก็บดังนี้(1) ผู้เสียภาษี ได้แก่ ผู้ที่ได้รับมรดกซึ่งอาศัยในญี่ปุ่นหรืออยู่ในต่างประเทศ แต่ได้รับมรดกซึ่งอยู่ในญี่ปุ่น(2) ฐานภาษี ได้แก่ ราคาตลาดของทรัพย์สินมรดก รวมทั้งทรัพย์สินที่ได้รับภายใน 3 ปี ก่อนเจ้ามรดกตาย โดยนำมาหักค่าใช้จ่าย ได้แก่ หนี้สิน ค้าใช้จ่ายในการจัดงานศพ และค่าลดหย่อนตามกำหนด(3) ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษีมรดก มีดังนี้- ทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับศาสนา การกุศล วิทยาศาสตร์ หรือกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ- เงินที่จ่ายเพื่อช่วยเหลือคนพิการ- เงินที่ได้รับจากการประกันชีวิต- เงินบำเหน็จบำนาญ(4) อัตราภาษี เป็นอัตราก้าวหน้าตามมูลค่ามรดกที่ได้รับอัตราตั้งแต่ 10% ถึง 70%(5) การยื่นแบบฯ และการชำระภาษี
ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมรดกยื่นแบบแสดงรายการภายใน 6 เดือน นับแต่วันได้รับมรดก ส่วนการชำระภาษีให้ชำระในวันที่ยื่นแบบ
4. ฝรั่งเศส จัดเก็บภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax)(1) ผู้เสียภาษี ได้แก่ ผู้รับมรดกซึ่งได้รับมรดกจากผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในฝรั่งเศสหรือไม่มีถิ่นที่อยู่ในฝรั่งเศสแต่มีมรดกในฝรั่งเศส(2) ฐานภาษี ได้แก่ มรดกสุทธิโดยนำทรัพย์สินมรดกหักด้วยหนี้สิน หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งลดหย่อนสำหรับคู่สมรส บุตร บุพการี ผู้อื่น(3) ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษี ได้แก่- เงินค่าสินไหมทดแทนจากสัญญาประกันชีวิต- ทรัพย์สินท้องถิ่นที่ให้เช่าระยะยาวและส่วนแบ่งที่ดินเพื่อการเกษตร- ศิลปะวัตถุ ที่มอบให้กับรัฐบาล- เงินบำนาญ- เงินบริจาคให้ราชการ องค์การปกครองท้องถิ่น สถาบันการศึกษา
(4) อัตราภาษี ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดกับผู้ตาย ดังนี้- ถ้าเป็นคู่สมรส บุพการี บุตร จะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า 5 - 40%- ถ้าเป็นพี่น้อง เสียภาษีในอัตรา 35% และอัตรา 45% ตามขั้นของมูลค่าทรัพย์มรดก- ผู้รับเป็นญาติสนิท จะเสียภาษีในอัตรา 55%- ผู้รับเป็นผู้อื่น เสียภาษีในอัตรา 60%
5. ประเทศสิงคโปร์ จัดเก็บภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax)(1) ผู้เสียภาษี ได้แก่ ผู้รับมรดกที่อาศัยในสิงคโปร์ หรืออาศัยอยู่ในต่างประเทศ แต่รับมรดกที่อยู่สิงคโปร์(2) ฐานภาษี ได้แก่ ราคาตลาดของทรัพย์สินไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศกรณีผู้ตายอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ถ้าอยู่ต่างประเทศจะเป็นเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในสิงคโปร์(3) อัตราภาษี อัตราร้อยละ 5 สำหรับทรัพย์สินที่เป็นฐานภาษีที่ไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ถ้าเกินกว่านี้จะเป็นอัตราร้อยละ 10(4) ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษี มีดังนี้- มูลค่าของที่อยู่อาศัยส่วนที่มีเกินกำหนด (3 ล้านเหรียญสิงคโปร์)- มูลค่าของทรัพย์สินไม่เกินกำหนด (5 แสนเหรียญสิงคโปร์)- เงินบำนาญอัตราก้าวหน้าคืออะไร?
ผมยกตัวอย่างว่า เช่น มีมรดก ต่ำกว่า 10 ล้าน ไม่ต้องเสียภาษี10 ล้าน - 100 ล้าน เสียภาษี 5 %100 ล้าน - 500 ล้าน เสียภาษี 10%500 ล้าน - 1,000 ล้าน เสียภาษี 20 %1,000 ล้าน - 5,000 ล้าน เสียภาษี 30 %5,000 ล้าน - 10,000 ล้าน เสียภาษี 40%10,000 ล้าน - 20,000 ล้าน เสียภาษี 50%20,000 ล้านขึ้นไป เสียภาษี 60% ขึ้นไปเป็นต้นการเก็บภาษีทางตรงอัตราก้าวหน้าแบบนี้ แน่นอน คนจนไม่เดือดร้อนเพราะไม่มีวันโดนเก็บ ความจริงคนรวยก็ไม่เดือดร้อนเพราะแค่ได้รับมรดกน้อยลงเท่านั้นเอง... และยังเป็นแรงจูงใจให้ขวนขวายทำงานมากยิ่งขึ้นโดยไม่หวังมรดกจากครอบครัวแต่เพียงย่างเดียวท่านรู้หรือไม่.. เมื่อไม่กี่ปีก่อน รัฐสภาอเมริกาซึ่งเป็นประเทศจักรวรรดิทุนนิยมเสรีเต็มที่พยายามจะยกเลิกการเก็บภาษีมรดก.. แต่คนที่มาคัดค้านหัวชนฝาคือ บรรดานายทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศเอง เช่น นายจอร์จ โซรอส เป็นต้นเขากลัวว่าถ้าไม่มีกฏหมายการเก็บภาษีมรดก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะเกิดขึ้นมหาศาล มันเป็นต้นเหตุของความไม่เป็นธรรมและความขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรง จนถึงวันหนึ่งมันอาจปะทุเป็นความรุนแรงเกินยากควบคุมจากการต่อต้านของประชาชนที่ยากจนได้ เมื่อเส้นแบ่งความยากจนและความร่ำรวยนี้.. มันถูก revolution หรือถูกการตระหนักรู้ถึงความไม่เป็นธรรม เพราะการเก็บภาษีมรดก ในระบบทุนนิยมมันก็คือการชลอความเหลื่อมล้ำ หรือชลอความรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อต่ออายุให้นายทุนหน้าเลือดสูบฉีดกำไรจากสังคมและชนชั้นล่างต่อไปได้อีกระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ที่มา : http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=321
Kannika Jaijit ID: 4831205223 section.03

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีมรดก


ภาษีมรดก (Death duties)
ความหมายอย่างสั้น
ภาษีมรดก (Death duties) คือ ภาษีที่เก็บจากการขายทรัพย์สินของทายาทผู้ได้รับมรดกมา ทรัพย์มรดกที่จะต้องเสียภาษี คือ อสังหาริมทรัพย์ เรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่ 6 ตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนตร์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป และ แพ ทรัพย์สินนอกเหนือจากนี้จะไม่ต้องเสียภาษีมรดก
ความสำคัญของเรื่อง
ใครที่กำลังจะได้เป็นทายาทผู้รับมรดกตกทอด หรือผู้ที่กำลังต้องการจะทำพินัยกรรม ยกสมบัติให้แก่ทายาท ควรจะให้ความสนใจในเรื่องนี้ เพราะจะได้ทราบว่ามีภาระด้านภาษีอย่างไร ความสำคัญของเรื่องนี้ คือ ทายาทผู้รับมรดกจากผู้ตายมา ไม่ว่ามรดกจะเป็นทรัพย์สินสิ่งใดก็ตาม ทายาทจะไม่ต้องเสียภาษีมรดกใดๆ ทั้งสิ้น จะมีภาระต้องจ่ายภาษีก็ต่อเมื่อนำทรัพย์มรดกที่ได้มาออกขายให้ผู้อื่น และเป็นทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ถ้าเป็นทรัพย์มรดกอื่นๆก็จะไม่ต้องเสียภาษี
ความหมายโดยละเอียด
ภาษีกองมรดก
เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งเสียชีวิตลง ทรัพย์สินของเขาจะต้องตกเป็นของทายาท ซึ่งอาจจะกำหนดไว้ในพินัยกรรมหรือโดยศาลมีคำสั่งพิพากษา อย่างไรก็ตามในช่วงที่ยังไม่มีการแบ่งแยกทรัพย์สินตามพินัยกรรมให้แก่ทายาทไป ทรัพย์สินนั้นก็ถือว่าเป็นกองมรดก กองมรดกนี้ไม่ต้องเสียภาษี เงินได้ ในกรณีที่ไม่มีรายได้เกิดขึ้นจากกองมรดก แต่เมื่อไรที่มีรายได้เกินกว่า 13,000 บาท กองมรดกนั้นก็จะต้องเสียภาษี โดยผู้จัดการมรดกหรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมรดกเป็นผู้ดำเนินการเสียภาษี และเรียกภาษีนี้ว่า ภาษีกองมรดก เมื่อทรัพย์สินในกองมรดกถูกแบ่งแยกให้กับทายาทไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะไม่ต้องเสียภาษีอีก ตัวอย่าง เช่น
คุณประสานได้เสียชีวิตลง ทิ้งมรดกมูลค่ามากมายไว้ให้ภรรยาและลูก ทรัพย์มรดกในช่วงปีแรก ยังไม่ได้มีการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์ตามมรดก เพราะทายาทผู้รับมรดกถือว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแบ่งแยก ทรัพย์สินของผู้ตายจึงอยู่ในรูปของกองมรดก แต่
เนื่องจากทรัพย์สินบางส่วนในกองมรดก คือ บ้านและอาคารพาณิชย์ซึ่งได้ปลูกให้คนอยู่อาศัย และทำการค้าเช่าไป มีรายได้จากการเช่าในปีนั้นรวม 780,000 บาท ดังนั้น รายได้จากกองมรดกจำนวน 780,000 บาท จะต้องนำมาประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้
ผู้รับมรดกไม่ต้องเสียภาษี
เมื่อมีการแบ่งแยกมรดกให้แก่ทายาทแต่ละคนรับไปแล้ว ทายาทผู้ได้รับทรัพย์สินตามมรดก ซึ่งถือว่ามีเงินได้เกิดขึ้น ตามปกติผู้ที่มีเงินได้ก็จะต้องเสียภาษีให้กับรัฐ แต่ในกรณีของทายาทผู้ได้รับมรดกนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ไม่ว่าทรัพย์สินจะมีมูลค่าสูงเพียงใดก็ตาม เป็นอันว่าได้ยิ้มชื่นหน้าระรื่นกันโดยทั่ว
ต่อมาคุณสมทรงภรรยาคุณประสานซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก ได้จัดการแบ่งทรัพย์มรดก ของตนเองออกเป็นส่วนของตนเอง และลูกอีก 2 คน ซึ่งมีครอบครัวของตนเองแล้ว ในส่วนของคุณสมทรงเอง ทรัพย์มรดกที่ได้ประกอบด้วย บ้าน ที่ดิน และเครื่องเพชรพลอย อัญมณีทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่า 8,500,000 บาท ส่วนลูกชาย 2 คน ได้รับส่วนแบ่งเป็นอาคารพาณิชย์คนละ 4 ห้อง และ ที่ดินมูลค่าคนละประมาณ 5,000,000 บาท เมื่อแบ่งแยกทรัพย์สินและทายาทแต่ละคนได้ ครอบครองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ตาม ทั้งคุณสมทรงและบุตรชายอีก 2 คน ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่ทรัพย์สินที่ได้มามีมูลค่าสูงมากก็ตาม ทั้งนี้เพราะกฎหมายได้มีข้อ ยกเว้นให้
อย่าเพิ่งตีปีก เพราะเมื่อถึงคราวก็จะต้องจ่ายภาษี
กฎหมายได้กำหนดไว้ว่า เมื่อผู้รับมรดกทำการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกออกไป จะต้องเสียภาษีเงินได้ตามมูลค่าที่ขายได้ แต่ก็ยังผ่อนปรนให้เพราะกำหนดไว้เพียงว่าทรัพย์ บางอย่างเท่านั้น ที่จะต้องเสียภาษี (ตามคำจำกัดความข้างต้น) นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ต้องเสียภาษี
ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องเสียภาษี ก็ได้มีข้อยกเว้นไว้ว่า ไม่ต้องเสีย ในกรณีที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ เทศบาล สุขาภิบาล หรือ เมือง พัทยา หรือการปกครองท้องถิ่นอื่น ทั้งนี้ในเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท ในปีภาษีนั้น
มีคนมาขอซื้อห้องแถวหรืออาคารพาณิชย์จากลูกชายคุณสมทรงซึ่งได้แบ่งขายไปคนละ 2 ห้อง ได้รับเงินมาคนละ 2,500,000 บาท จำนวนเงินที่ได้มานี้ จะต้องนำมาแสดงรายการเสียภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนคุณสมทรงได้ขายสร้อยข้อมือทับทิมและแหวนบุษราคัมที่ได้มรดกมาให้กับญาติไปในราคา 120,000 บาท ในส่วนนี้ คุณสมทรงไม่ต้องเสียภาษี แต่คุณสมทรงได้รับมรดกมาเป็นที่ดินหลายแปลง มีแปลงหนึ่งอยู่ที่ลำปาง แต่อยู่นอกเขตเทศบาล และสุขาภิบาล
ในจังหวัดลำปาง มีคนรู้จักมาขอซื้อ คุณสมทรงจึงขายไปในราคา 450,000 บาท ซึ่งในส่วนที่ คุณสมทรงจะต้องเสียภาษี คือ 450,000 – 200,000 = 250,000 บาท
นอกจากนี้ กฎหมายยังได้กำหนดข้อยกเว้นในกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายทรัพย์มรดกไว้ คือ ถ้าเป็นการให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้นแก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ก็ไม่ต้องเสียภาษี เช่น การโอนที่ดินให้แก่ทางราชการเพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล เป็นการให้ฟรี เป็นต้น
การนำความรู้ไปพิจารณาประยุกต์ใช้
ในปัจจุบันไทยไม่มีการเก็บภาษีมรดก และไม่คิดว่าจะมีในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตามการวางแผนเรื่องทรัพย์สมบัติให้ทายาทเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่บุตรหลานด้วย มีสิ่งสำคัญสองสิ่งที่ต้องเตรียมคือ พินัยกรรม และผู้จัดการมรดก โดยผู้จัดการมรดกนั้นควรเลือกเอาทนายความ หรือบุคคลอื่นที่ มิใช่ทายาทจะเหมาะกว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ควรอบรมสั่งสอนลูกให้ดีก่อนวางแผนแบ่งมรดกเพื่อให้เขาสามารถรักษาทรัพย์สินเหล่านั้นได้เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของแล้ว

คำไข (Keyword) : Death duties / ภาษีมรดก / ภาษี / ภาษีอากร / ความรู้อ้างอิง / นิยามธุรกิจ
แหล่งข้อมูล : ขจร สาธุพันธุ์. (2523). การภาษีอากร. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
เกี่ยวกับผู้จัดทำ :
ชื่อ : นางเรวดี ช้างบุญชู
การศึกษา : เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประสบการณ์ : กองบัญชีประชาชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
งานด้านสินเชื่อและการวิจัยเพื่อการพัฒนาของธนาคารพาณิชย์ งานบริหารการเงินในธุรกิจเอกชน

ที่มา: http://www.ismed.or.th/SME2/src/upload/knowledge/117144397545d2d107bc696.pdf
Kannika Jaijit ID: 4831205223 sec.03